ประกาศเรื่องเรียนปรับพื้นนักศึกษาใหม่ new


 

 

คณะบริหารธุรกิจ สาขาการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ (หลักสูตรนานาชาติ)

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์

กำหนดการจัดการเรียนการสอน ปรับพื้นฐาน วิชาคณิตศาสตร์ และ วิชาภาษาอังกฤษ

ให้กับนักศึกษาใหม่ของสาขาการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ (หลักสูตรนานาชาติ)

ประจำปีการศึกษา 2558 นี้

ในวันที่ 7 – 27 กรกฎาคม 2558 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 15.00 น. (เรียน จันทร์ – ศุกร์)

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ:

02-441-6081     ภายในวันและเวลาราชการ

 


 

 

 

 

ดราม่าน้ำมัน

ดราม่าน้ำมัน
Oil price drama
________________________________________

ว่าด้วยเรื่องดราม่าน้ำมัน
ตามหลักเศรษฐศาสตร์ 101 ราคาสินค้าจะขึ้นจะลงได้มาจากปัจจัยสองอย่าง ‪#‎น้ำมันก็เช่นกัน
1) Demand (อุปสงค์) และ 2) supply (อุปทาน) ของน้ำมัน

________________________________________

ผมจะพูดถึง demand ก่อนเพราะมันไม่ค่อยดราม่ามาก ค่อนข้างตรงไปตรงมา

Demand น้ำมันมาจากไหน?

Demand ที่จะกระทบราคาน้ำมันมากๆจะมาจากประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ถ้าเกิดมีวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อไหร่ในประเทศมหาอำนาจ น้ำมันก็จะถูกนั้นเอง เพราะผู้ซื้อรายใหญ่ไม่มีตังค์ซื้อน้ำมัน
วิกฤตการเงินในสหรัฐ วิกฤตเศรษฐกิจในยุโรป การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนที่ช้าลง ล้วนส่งผลต่อ demand ของน้ำมันในปริมาณมากทั้งสิ้น

แต่หากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นล่ะ?

ใช่แล้ว! น้ำมันก็จะราคาขึ้นไปทีละน้อยทีละน้อย
ตอนนี้อเมริกาก็ฟื้นแล้ว แต่ยุโรปยังไม่ค่อยฟื้นเท่าไหร่

แต่ช้าก่อน!
เดี๋ยวนี้ มีสินค้าที่เป็นพลังงานทดแทนมาใช้แทนมากขึ้นแล้ว แม้ว่าอาจจะยังน้อยเมื่อเทียบกับน้ำมัน จึงไม่กระทบราคาน้ำมันเท่าไหร่นัก แต่ในอนาคตมีผลมากแน่ๆถ้าผู้บริโภคเริ่มใช้เยอะ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม พลังงานเหล่านี้แม้ปัจจุบันจะยังมีต้นทุนที่สูง แต่ก็ลดลงมามากอย่างมีนัยสำคัญทีเดียว ถ้าต้นทุนลดลงมาเรื่อยๆด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีประกอบกับการผลักดัน นโยบายพลังงานสะอาดของภาครัฐทั่วโลก ราคาน้ำมันก็จะถูกกดดันให้อยู่ในราคาต่ำต่อไปอีก

แต่เดี๋ยวก่อน!
เราลืมรถพลังงานไฟฟ้าไปรึเปล่า แม้ว่าจะยังมีคนใช้ในปริมาณน้อย แต่ก็เพิ่มขึ้นปีละหลาย % ทีเดียว แต่จริงๆสิ่งที่มีผลต่อราคาน้ำมันที่ลดลงมากกว่ารถพลังงานไฟฟ้าคือพวกรถเล็ก ประหยัดน้ำมันต่างหาก ถึงจะยังต้องใช้น้ำมันแต่ปริมาณน้ำมันที่ใช้ลดลงอย่างมากทีเดียว ผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปมองหารถเล็กที่ประหยัดน้ำมันมากขึ้นบวกกับเทรนด์ ประหยัดพลังงานทำให้ผู้บริโภคไม่ซื้อใช้รถแต่หันมาใช้ ขสมก หรือ ขี่จักรยานกันมากขึ้นในเมืองใหญ่ๆซึ่งก็มีผลต่อการลดของราคาน้ำมันได้เช่น กัน

oil price

Figure: Spot price of Brent Crude, updated on January 23, 2015 (Joss Fong/Vox)

________________________________________

Supply น้ำมันมาจากไหน?

กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน Organization of the Petroleum Exporting Countries -OPEC นำโดยกลุ่มประเทศตะวันออกลาง โดยเฉพาะพี่ใหญ่อย่างซาอุดิอาระเบีย ผลิตได้รวมกันประมาณ 40 % ของปริมาณการผลิตน้ำมันทั้งโลกตามมาด้วยอเมริกาและรัสเซียประมาณ ประเทศละ 10 % และที่เหลือคือประเทศอื่นๆ

ฟังถึงตรงนี้ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีดราม่าอะไร แต่จริงๆแล้วคือ ถ้าแตกซาอุดิอาระเบียมาประเทศเดียวซาอุดิอาระเบียก็จะผลิตได้ประมาณ 10กว่า% เหมือนกัน มากกว่าอเมริกาและรัสเซียนิดหน่อย

ความดราม่าจึงบังเกิดดังต่อไปนี้

แต่ถ้าหาก demand น้ำมันโลกไม่ลดลงมากเพราะเศรษฐกิจโลกแย่ ดราม่าก็คงไม่เกิด

แต่… ใช่ครับ demand น้ำมันโลกลดลงมากตามที่ได้กล่าวไปแล้วในตอนที่หนึ่งของ ดราม่าน้ำมัน (อ่านได้จาก post ข้างใต้ post นี้)

เมื่อ demand น้ำมันตก –> ราคาก็ตก เพราะไม่มีผู้ซื้อน้ำมัน
สิ่งที่ผู้ผลิตน้ำมันอย่าง OPEC ต้องทำเพื่อให้น้ำมันราคาไม่ตกลงก็คือ ก็ลดกำลังการผลิตน้ำมันซะ ให้เท่ากับ demand ที่ลดลง

แต่ เรื่องมันก็ไม่เป็นเช่นนั้น ! ด ร าม่ าจึ ง บั ง เ กิ ด

เพราะอะไรทำไม OPEC ถึงไม่ยอมลด supply น้ำมัน? ก็เพราะพี่ใหญ่ OPEC อย่างซาอุ ไม่ยอมนะซิ

แล้วเพราะอะไรทำไมซาอุ ถึงไม่ยอม? ก็เพราะอเมริกามีการขุดเจาะน้ำมันแบบใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Hydraulic fracturing ซึ่งจะทำให้อเมริกาสามารถขุดเจาะน้ำมันในชั้นหินดินดาน (shale oil) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ขุดเจาะน้ำมันยากได้ ทำให้อเมริกาสามารถผลิตน้ำมันได้ในปริมาณที่มากขึ้น !

ซาอุ ที่โดนอเมริกาไล่หลังส่วนแบ่งการตลาด (market share) น้ำมันมาก็ยอมไม่ได้ก็เลยไปบอก OPEC ว่าอย่าเพิ่งลดการผลิตน้ำมันนะ เราต้องผลิตเท่าเดิม เราต้องคงส่วนแบ่งการตลาดของเราไว้

เ ด ช ะ บุ ญ ข อ ง ซ า อุ! ด้วยความที่ Hydraulic fracturing เป็นเทคโนโลยีใหม่ในการขุดน้ำมัน จึงทำให้มีต้นทุนสูงกว่าการขุดเจาะแบบปกติ เมื่อราคาน้ำมันลดลงไปถึงจุดหนึ่ง น้ำมันที่ได้จากการขุดเจาะน้ำมันแบบ Hydraulic fracturingจะขายได้ไม่คุ้มทุน

การที่ซาอุไม่ลดกำลังการผลิตในขณะที่ demand น้ำมันโลกลดลง ทำให้ราคาลดลงมาก ดูได้ช่วงสุดท้ายของกราฟราคาน้ำมันตกฮวบๆ ซาอุถึงแม้จะได้รายรับน้อยลงจากราคาน้ำมันตกต่ำ แต่ซาอุก็ลั่นวาจาไว้ว่า เราไม่กลัว! ตกไปกว่านี้ก็ได้ เรามีเงินสำรองเยอะ เราจะไม่ยอมเสียส่วนแบ่งการตลาดของเรา!

และแล้ววันที่ซาอุรอคอยก็มาถึง เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาอเมริกาลดกำลังการผลิตน้ำมันลง!

แต่เหตุผลเพราะอะไรนะเหรอ?

เหตุผลที่อเมริกาลดกำลังการผลิตน้ำมันลง ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันขยับสูงขึ้นเล็กน้อยในสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีความเป็นไปได้อยู่ 2 อย่างคือ

1) อเมริกาสู้ขาดทุนไม่ไหว เพราะราคาคาน้ำมันลดลงไปต่ำกว่าต้นทุนที่อเมริกาขุดเจาะน้ำมันด้วยเทคโนโลยีใหม่นานเกินไป
หรือ

2) อเมริกาไม่เหลือพื้นที่ไว้ให้ stock น้ำมันแล้ว คือด้วยความที่ผลิตมากกว่าความต้องการมายาวนาน ทำให้ต้อง stock น้ำมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ไม่มีที่จะเก็บ

ซึ่งทั้ง 2 เหตุผลก็มีโอกาสเป็นไปได้ทั้งสิ้น ทั้งนี้ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่า จริงๆแล้วที่อเมริกาลดกำลังการผลิตน้ำมัน จนทำให้น้ำมันราคาขึ้นเป็นเพราะด้วยสาเหตุอะไร
แต่ถ้าน้ำมันแพงขึ้นไปอีกล่ะ เพราะ OPEC ก็อาจจะลดกำลังการผลิตน้ำมันไปด้วยล่ะ

หรือ

ถ้าเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวไปเรื่อยๆ demand น้ำมันเพิ่มมากขึ้น ราคาก็อาจจะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆได้

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง อเมริกาก็คงกลับมาผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดานด้วยวิธี fracking ที่มีค่าขุดแพงกว่าปกติขึ้นมาขายอีกได้ เพราะคุ้มทุนแล้วถ้าราคาน้ำมันเพิ่ม ที่นี่ราคาน้ำมันที่หลายคนมีคำถามว่าจะกลับไปสู่จุดแพงสูงสุดอีกครั้งหนึ่ง ไหม คำตอบสำหรับผมก็คือน่าจะไม่ใช่เร็วๆนี้ เพราะถ้าราคาน้ำมันสูงขึ้นก็จะถูกกดไว้ด้วย supply น้ำมันจากชั้นหินดินดาน ทำให้ supply และ demand สอดคล้องกัน

ว่ากันว่าการที่เทคโนโลยีปัจจุบันสามารถขุดน้ำมันจากชั้นหินดินดานได้ ทำให้เราจะมีน้ำมันเหลือใช้เพิ่มขึ้นอีกเป็นปีทีเดียว

ส่วนกรณีอื่นๆที่มีผลกระทบต่อ supply น้ำมันในช่วงนี้ ที่มีผลทำให้ supply น้ำมันลดลงเพระผู้ผลิตผลิตไม่ได้หรือโดนคว่ำบาตร (boycott) ไม่คบค้าซื้อน้ำมันด้วย ก็เช่นภาวะความไม่สงบ เกิดการต่อสู้ ยิงกัน รบกันในประเทศผู้ผลิตน้ำมันอย่าง ซีเรีย อิรัก และเยเมน ทำให้ประเทศเหล่านี้ผลิตน้ำมันไม่ได้ หรืออาจจะโดนยึดหรือเผาทำลายสถานที่ผลิตน้ำมันได้ หรือที่มีผลอาจจะทำให้ supply น้ำมันในช่วงนี้อาจเพิ่มขึ้นก็คือ การที่อิหร่านตกลงควบคุมการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์กับสหรัฐและประเทศมหาอำนาจ อื่นเพื่อแลกกับการเลิก boycott

แล้วสุดท้ายประเทศต่างๆกระทบอะไรไหมจากผลของราคาน้ำมันที่ยังถือว่าต่ำอยู่ในช่วงเวลานี้

— ประเทศที่ผลิตส่งออกน้ำมัน –> ก็รายได้หดหาย เช่น ประเทศกลุ่ม OPEC แต่ประเทศที่ดูจะกระทบมากจนเศรษฐกิจแย่ไปเลยก็คือรัสเซีย (ส่งออกน้ำมัน 26.5 % ของ GDP, 2014) กับ เวเนซุเอลา (ส่งออกน้ำมัน 12 % ของ GDP, 2014)

— ประเทศที่นำเข้าน้ำมัน –> ก็รับซื้อของถูกกันไป ( ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น วูฮู้ ) และประเทศนำเข้าน้ำมันพวกนี้ก็ยังสามารถลดหรือยกเลิกเงินอุดหนุน( subsidy ) สำหรับน้ำมัน เช่น กองทุนน้ำมันลงได้ เป็นการลดรายจ่ายประเทศได้อีกด้วย

________________________________________
อวสานน้ำมัน
(เขาประเมินกันว่าอีกประมาณ ห้า-หกสิบปี)

ผู้เขียน : อ.รพีภัทร มานะสุนทร, อาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ (หลักสูตรนานาชาติ)

Rajamangala International Business Administration Rattanakosin (RIBAR)

ซีรี่ย์ดราม่าหนักมากกับกิจการเพื่อสังคม

7 March 2015: ดราม่าขั้นเบบี๋

การถอดบทเรียนกิจการเพื่อสังคมกับมหาวิทยาลัยจากงานสัมมนางาน Thailand-UK University Dialogue on Social Enterprise and the Role of Higher Education Institutions ที่ มศว

โดยรวม panel ต่างๆในงานก็จะเกี่ยวกับการผลักดัน Concept ของ Social Enterprise (*กิจการเพื่อสังคม) ไปในมหาวิทยาลัยผ่านทางช่องทางต่างๆ โดยที่ได้รวบรวมมาและนำมาคิดต่อยอดว่ามหาวิทยาลัยเรา สามารถทำอะไรกับเรื่องนี้ได้บ้างดังนี้ ซึ่งเรื่องนี้มันก็ค่อนข้างตรงกับวิสัยทัศน์ของมหาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ของเราที่ต้องการเป็น มหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งสังคมการประกอบการ (The leading University of Entrepreneurs) ซึ่งผมก็ขอเสริมต่อจากวิสัยทัศน์เดิมเป็น “การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งสังคมการประกอบการ ‘เพื่อสังคม’ ” (The leading University of [Social] Entrepreneurs) เชื่อว่าอันนี้จะทำให้มหาวิทยาลัยของเราโดดเด่นและหัวก้าวหน้ามากถ้าทำได้ จริง!

ซึ่งวิธีการที่จะก้าวไปสู่จุดนั้นล่ะ จะทำอย่างไร?

  1. ผลิต SE Research–>งานวิจัยทั้งของอาจารย์และนักศึกษาที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ เพื่อสังคมในไทย ซึ่งในไทยมีกิจการเพื่อสังคมที่มี potential ที่จะเป็น SE อยู่ตามคำจำกัดความของกฎหมายเมืองไทยอยู่ 111 แห่ง อันนี้หมายถึงทั้งประเทศ แต่ที่อังกฤษที่เมือง Plymouth แห่งเดียวมี SE อยู่ประมาณ 150 แห่ง! ทีตัวเลขต่างกันขนาดนี้ก็มีด้วยหลายประการคือ ประเทศอังกฤษคำจำกัดความ SE กว้างกว่าเมืองไทยมาก ในเมืองไทยด้วยความที่มีธุรกิจหลายเจ้าที่ต้องการใช้ประโยชน์จากการเป็น pseudo SE (ธุรกิจเพื่อสังคมปลอม) เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์บางอย่างทำให้คำจำกัดความของไทยต่อ SE แคบลง เป็นผลให้ธุรกิจในเมืองไทย qualified เป็นธุรกิจเพื่อสังคมน้อยลง แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือธุรกิจเพื่อสังคมในเมืองไทยยังมีน้อย

แต่เรื่องงานวิจัยด้าน SE จริงๆแล้วมันกระจายไปได้หลายสาขาวิจัย ไม่จำเป็นต้องเป็นสาขาธุรกิจ คือคนที่เป็น panelist ก็แนะนำว่าจริงๆแล้ว research framed by problem not discipline คือ วิจัยวิจัยที่ปัญหา หมายความว่า ปัญหาเดียวกัน ก็สามารถมีวิธีแก้ปัญหาได้จากหลายทาง

  1. USBI (University Social Business Incubator) ศูนย์บ่มเพราะธุรกิจเพื่อสังคม
    ในมหาวิทยาลัยเรามีศูนย์บ่มเพาะวิสหกิจอยู่แล้ว (หากใครไม่รู้) ซึ่งเป็นศูนย์ที่ช่วยส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการใหม่โดยรวมถึงนักศึกษาที่ ต้องการจะเป็นผู้ประกอบการหลังจบการศึกษาด้วย โดยศูนย์ก็จะสนับสนุนโดยนำผลงานวิจัย นวัตกรรม เทคโนโลยีที่มหาลัยมีอยู่ช่วยส่งเสริม ซึ่งหากเราเน้นการวิจัยไปทางด้าน SE ตามข้อ 1 แล้ว ก็สามารถนำเอาวิจัยนั้นมาช่วยส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคมสำหรับนักศึกษาที่จะ ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคมได้

คือการจะเอาไอเดียธุรกิจเพื่อสังคมไปให้ใคร ผมว่าเราสามารถเรียนรู้ได้ว่ามันคืออะไรผ่านการอ่าน ผ่านการฟัง แต่การที่จะเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคมได้มันต้องเกิดจากการลงมือทำ! ซึ่งในมุมมองผม มหาลัยก็ต้องเริ่มอะไรที่เป็นธุรกิจเพื่อสังคมในมหาวิทยาลัยก่อน (ซึ่งจะเล่าในฟังในข้อ 3 ตอนต่อไปว่า มหาลัยสามารถทำอะไรได้บ้าง) ผมเชื่อว่าคนที่ทำสำเร็จแล้วจะสามารถพูดและแสดงตัวอย่างอย่างเป็นรูปธรรมและ เห็นผลมากกว่าในตำรา และที่สำคัญมันน่าเชื่อถือมากกว่า และ SE concept ก็จะกระจายเร็วกว่าแน่นอนเพราะว่า เราเห็นผลสำเร็จนั้นอยู่ตรงหน้าเรา

* กิจการเพื่อสังคม ตามความหมายแบบง่ายๆ คือกิจการที่มีเป้าหมายหลักเพื่อแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยที่สามารถใช้รูปแบบของการดำเนินธุรกิจให้สามารถมีรายได้เป็นของตนเองได้ เพื่อความยั่งยืนขององค์กรโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาการบริจาค องค์ประกอบของกิจการเพื่อสังคมจะประกอบไปด้วย 3P คือ people, planet, and profit

ต่างจากภาคธรุกิจปกติ –> ภาคธุรกิจปกติแสวงหาผลกำไรสูงสุด ไม่ได้แคร์ปัญหาสังคมe
ต่างจากมูลนิธิ หรือ NGO –> ช่วยเหลือปัญหาสังคมแต่ไม่มีรายได้จากธุรกิจของตนเองต้องพึ่งการบริจาค

triple bottom line

8-9 March 2015 : ดราม่าขั้นกว่า

ในวันนี้ 9 March 2015 เริ่มทำกิจกรรมในลักษณะ workshop คือมีการคิด เขียน และแสดงความคิดเห็นของทุกคนควบคู่ไปกับการเรียนรู้ case study ของธุรกิจเพื่อสังคมในประเทศไทยและประเทศอังกฤษ ซึ่งผู้ทำ workshop คือ UnLtd และ organized โดย สำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ (สกส.) – TSEO ซึ่งผู้เข้าร่วมมาจากตัวแทนจากมหาวิทยาลัยในประเทศไทย 10แห่ง! โดยมีเพียงแค่ 1 ใน 10 มหาวิทยาลัยที่มีการขยับผลักดัน ธุรกิจเพื่อสังคม และความเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม ในมหาวิทยาลัยอย่างจริงจังและทำมาแล้วกว่าหนึ่งปีครึ่งโดยมีหน่วยงานแยกมาทำ งานด้านนี้โดยเฉพาะใช้ชื่อว่า SUT SEE สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าไอเดียธุรกิจเพื่อสังคมมันเกิดขึ้นได้จริงใน มหาวิทยาลัยภายใต้ข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น ด้านงบประมาณ หาเงินจากภายในและภายนอกได้แค่แสดงให้เห็นว่าเราทำได้จริงมีผลลัพธ์ ด้านเวลา แค่ปีครึ่งก็ทำได้และทำได้ดีด้วย

ซึ่งรายละเอียดว่าทำอะไรได้บ้าง และมีผลยังไง และมหาวิทยาลัยหรือเด็กได้อะไร ผมจะนำมาสรุปและสะท้อนเอาความคิดผม ใส่ลงไปในแผนระยะสั้น และระยะยาวตามนี้

ในระยะสั้นมหาลัยเราสามารถ

3.1 SE curriculum and extra-curricular activities

นำ SE มาใส่ในวิชาที่สอน อาจจะเป็นในรูปแบบ project, content จนกระทั้งจัดเป็น camp ซึ่งก็ได้ข้อสังเกตว่าการเอา SE มาใส่ให้นักศึกษา ต้องไม่เป็นไปในทางบังคับ ต้องให้นักศึกษาเป็นคนเลือกเองถึงจะได้ผลลัพธ์ทีดี ซึ่งคณะเราก็เป็นคณะบริหารอยู่แล้ว การเรียนรู้เรื่องธุรกิจเพื่อสังคมเพิ่มก็อยู่ในขอบเขตที่นักศึกษาไม่ได้ รู้สึกว่าบังคับให้เรียนเกินไป (อันนี้คิดเอาเอง) หรือ camp ก็สามารถจัดเป็น SE camp โดยจัดเป็น camp ที่สร้าง awareness ในธุรกิจเพื่อสังคม และให้นักศึกษาได้ลองเขียนไอเดียธุรกิจเพื่อสังคมจริงๆแล้วนำไอเดียมานำเสนอ (pitch) เพื่อคัดเลือก ไอเดียธุรกิจเพื่อสังคมที่ดีที่สุด เพื่อรางวัลต่อไปคือการได้ไปทัศนศึกษาดูงานธุรกิจเพื่อสังคมจริงๆและได้ ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อสังคมนั้นจริงๆ เช่น โรงเรียนมีชัยพัฒนา (ลำปลายมาศ) อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ FarmSookIceCream ธนาคารขยะออมทรัพย์ Local alike Ma.D Hub for Social Entrepreneurs lemonfarm (มีนักศึกษาท่านใดสนใจบ้าง อยากดูความสนใจ โปรดลงชื่อจองไว้ก่อนที่ใต้ post นี้ เผื่อโครงการในอนาคตอันใกล้ ถ้าโครงการไม่เกิดในอนาคตอันใกล้ แนะนำนักศึกษาจัดเป็น ชมรม SE เลย แล้วหางบไปทัศนศึกษากันเอง อาจารย์ขอไปด้วย อิอิ) หรือจะป็นการส่งไอเดียดีเด่นที่ได้จากการเข้า camp ส่งประกวดแข่งขันรางวัลสำหรับไอเดียธุรกิจเพื่อสังคมซึ่งมีเปิดอยู่บ่อย ครั้งในทุกๆปี

‪#‎workshopธุรกิจเพื่อสังคมหนักมากช่วงนี้แต่สนุก

 

10-11 March 2015 : ดราม่ามั่กๆ

part สุดท้ายของ series ธุรกิจเพื่อสังคม ก่อนนำไปขับเคลื่อนอย่างจริงจังในมหาวิทยาลัย (จะพยายามอย่างดีที่สุดภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่และสามารถนำมาใช้ได้) สองวันสุดท้ายนี้เป็นการเขียนแผน action plan สำหรับการนำ context ของธุรกิจเพื่อสังคมไปใส่ในมหาวิทยาลัย ซึ่งผมพูดถึงแผนสั้นๆที่ผมคิดว่าผมน่าจะทำได้ไปแล้ว ทีนี่ก็จะมาพูดถึงแผนระยะยาวกันบ้าง

3.2 SE students and staffs competencies
คือมีนักเรียนนักศึกษาและพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งสายวิชาการและสายสนับสนุนมี สมรรถนะ SE คือมีทักษะ ความรู้ และพฤติกรรมแบบ SE ซึ่งสำหรับนักศึกษาอาจจะเป็นในรูปแบบของชั่วโมงที่ทำงานเพื่อสังคม อาจจะเป็นไปในเชิงอาสาที่ช่วยสังคม โดยหากนักศึกษาทำชั่วโมงได้ถึงเกณฑ์ในระดับหนึ่งก็จะมีเขียนไว้ใน transcript ด้วย ซึ่งมหาวิทยาลัยในต่างประเทศบางแห่งก็มีรูปแบบในลักษณะของการทำงานเพื่อ สังคมใส่ใน transcript อยู่

SE Curriculum
จากในระยะสั้นเราสามารถเอา SE มาใส่ในวิชาบางวิชาได้แล้ว ต่อไปเราก็ขยับไปเป็นหลักสูตร SE ได้ ซึ่งในบ้านเราก็เริ่มมีหลักสูตร SE เป็นปริญญาตรีกันแล้ว ซึ่งนักศึกษาก็จะเรียนไปด้วยพร้อมกับสร้างธุรกิจเพื่อสังคมของตัวเองไปด้วย พร้อมๆกัน ซึ่งมหาลัยเราผมคิดว่า เราอาจจะไม่จำเป็นต้องมีหลักสูตร SE ที่สร้างผู้ประกอบการเพื่อสังคมอย่างเดียวก็ได้ แต่เราสามารถสร้างคนทำงานเพื่อสังคมหรือธุรกิจเพื่อสังคมได้ก็น่าจะถือเป็น การสร้างอัตลักษณ์ที่ดีของมหาลัยเราซึ่งเน้นด้าน hands on อยู่แล้ว เพราะสิ่งที่ธุรกิจเพื่อสังคมยังขาดอาจจะไม่ใช่แค่เพราะขาดตัวธุรกิจเพื่อ สังคมเองอย่างเดียว แต่ขาดคนที่เหมาะสมที่จะมาทำงานในธุรกิจเหล่านั้นอีก เราจะได้เห็น ช่างเพื่อสังคม พนักงานเพื่อสังคม นักการตลาดเพื่อสังคม นัก IT เพื่อสังคม นักบัญชีเพื่อสังคม ออกจากมหาลัยเราก็เป็นได้

SE innovation center
ศูนย์นวัตกรรมทางสังคม เริ่มตั้งแต่การ ออกแบบความคิด (design thinking) ที่ช่วยเราในระบบการคิดนวัตกรรมที่จะนำมาแก้ปัญหาสังคมซึ่งไม่จำเป็นว่าจะ ต้องเป็นสิ่งของ อาจจะเป็นไอเดีย วิธีการทำ แบบใหม่ที่ช่วยแก้ปัญหาสังคมได้ สิ่งศูนย์นี้ก็จะไปช่วย support ผู้ประกอบการเพื่อสังคมในการคิดนวัตกรรมใหม่ๆ ช่วยนักศึกษาในการคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมใหม่ๆได้ (มีอาจารย์ท่านหนึ่งแนะนำว่าให้ลองทำกระบวนการ design thinking จาก Stanford University ดู หรือของ Acumen ดู ->ทำแน่ครับ ขอแปะไว้เตือนตัวเองก่อน)

SE coop program
สหกิจในธุรกิจเพื่อสังคม คือการส่งนักศึกษาไปออกสหกิจนำเอาความรู้ที่ได้เรียนไปไปทำ project ให้กับธุรกิจเพื่อสังคม ซึ่ง project นั้นจะต้องถูกนำไปใช้ในธุรกิจเพื่อสังคมนั้นจริงๆ แล้วให้นักศึกษา report กลับมาว่านักศึกษาได้อะไรบ้าง นอกจากนักศึกษาจะได้ลองไปทำงานและศึกษางานจริงๆในธุรกิจเพื่อสังคมนั้นๆแล้ว ยังจะได้นำความรู้ตัวเองและความคิดตัวเองไปช่วยเหลือสังคมด้วย

3.2 SE procurement
มหาวิทยาลัยสามารถใช้ระบบจัดซื้อซื้อของ SE ได้ แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องสินค้าเพื่อสังคมส่วนใหญ่จะมีราคาแพงกว่าสินค้าปกติ เนื่องจากคุณภาพที่ดีกว่า, fair-trade คือผลตอบแทนจากสินค้าจะตกไปอยู่ในมือผู้ที่สมควรได้รับประโยชน์มากกว่า เช่นชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน แทนที่จะเป็นพ่อค้าคนกลาง, เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าตั้งแต่กระบวนการผลิตไปถึงวัตถุดิบที่นำมาใช้

เราอาจจะได้กิน FarmSookIceCream ไอติมที่เด็กด้อยโอกาสมีส่วนในการผลิตและเงินที่ได้จากการขายก็ยังเป็นราย ได้ให้กับเด็กด้อยโอกาสและรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายก็ยังเอากลับมาจัดกิจกรรม ให้เด็กด้อยโอกาสด้วย ตอนจัดโครงการต่างๆ หรือเอาตู้ไอติมฟาร์มสุขมาตั้งในมหาวิทยาลัยเลยดีม่ะ (มีคนแนะนำมา) น่าจะง่ายกว่าการซื้อของผ่านระบบจัดซื้อเพราะติดเรื่องงบประมาณ หรือข้าวกลางวันในโครงการต่างๆก็เปลี่ยนมาเป็นข้าวกลางวันแบบ organic จาก lemonfarm แต่ระยะแรกเอาร้าน lemon farm มาตั้งในมหาวิทยาลัยเลยน่าจะง่ายกว่า (แต่ก็ต้องดู demand ด้วยว่าในมหาวิทยาลัยเรามีคนกินใช้อาหารหรือของพวกนี้มากแค่ไหน) หรือการศึกษาดูงาน ก็เปลี่ยนจากจัดซื้อจัดจ้างจากบริษัททัวร์ปกติเป็น Local Alike ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวชุมชนโดยชุมชนและเพื่อชุมชน

และอีกอย่างหนึ่งคือการเชิญวิทยากรที่เป็นเจ้าของธุรกิจเพื่อสังคมมาให้ ประสบการความรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษาและพนักงานมหาวิทยาลัยขณะ เดียวกันก็เป็นการช่วย marketing ธุรกิจเพื่อสังคมไปในตัวด้วย

สิ่งนี้คืออีกหนึ่งสิ่งที่ผมชอบในตัวธุรกิจเพื่อสังคมคือ เมื่อผมได้ฟังเรื่องราวเบื้องหลังธุรกิจเพื่อสังคมเหล่านั้น ผมจะรู้สึกขนลุกทุกที่แอร์หนาว ไม่ใช่! ด้วยความที่เรื่องราวเหล่านั้นมัน inspired ผม ทั้งเรื่องdrama ที่กว่าเขาจะประสบความสำเร็จต้องผ่านอะไรมาเยอะ และผลลัพธ์ต่อสังคมที่สินค้าและบริการทั่วไปไม่ได้ให้ และหลังจากขนลุกซู่ไปแล้ว เหตุการณ์ต่อมาที่มักเกิดขึ้นกับผมเมื่อฟังเรื่องเหล่านี้คือ ผมจะรู้สึกสตั้นไป 5 วิ แต่เรื่อง drama ธุรกิจเพื่อสังคมที่ผมเพิ่งได้ไปฟังมา ทำให้ผมสตั้นไปครึ่งวันเต็ม
#‎หรือว่าคนเราชอบเสพdrama‬?

socialEnt

SE Drama วันนี้ขอนำเสนอเรื่องราวของคุณลี อายุ จือปา

ลี อายุ จือปา คือชาวเขา

พ่อแม่ของ ลี อพยพมาจากเมืองจีน มาตั้งถิ่นฐานในเมืองไทยที่ดอยเขาที่เชียงราย
พ่อแม่ของ ลี เคยต้องไปจับปืนสู้รบในสงรามด้วย แม้ว่าจะไม่ได้อยาก

ลีเติมโตมาจากเผ่าอาข่า การไปโรงเรียนของลีในวัยเด็กนั้นต้องเดินไปเรียนขาไปสองชั่วโมง ขากลับอีกสองชั่วโมง
เมื่อโตขึ้นมาหน่อยลีไปบวชเณรเพื่อเรียน เพราะไม่มีตังจะเรียน บวชอยู่ประมาณปีสองปี และเป็นเด็กวัดอยู่อีกประมาณสองปี
ลีไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือ แต่ลีอ่านหนังสือหนักที่สุดในชีวิตเพื่อจะ ent เข้าเรียนมหาวิทยาลัย แต่ผลปรากฏว่า ลี ent ไม่ติด!

ลีไปเรียนราชภัฏเชียงรายเอกการสอนภาษาอังกฤษ แต่ตอนสอบเข้าอาจารย์บอกว่าภาษาอังกฤษไม่เป็นเลย แต่เห็นความตั้งใจอนุญาตให้เรียนหนึ่งเทอม
ลีพูดภาษาไทยเป็นภาษาที่ 2 ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ 3 เขาบอกว่าภาษาอังกฤษเขาแย่ แต่ตอนที่ผมฟังเขา เขานำเสนอเป็นภาษาอังกฤษ ผมว่าลีพูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่าผม

ลีไปทำงานให้กับมูลนิธิ Child’s Dream ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่ดีและงานที่มากที่หนึ่งทีเดียวสำหรับคนชาวเขา แต่ลีก็ลาออก!

ลีลาออกเพราะลีอยากกลับบ้าน อยากกลับมาพัฒนาบ้านเกิด
ครอบครัวลีปลูกกาแฟอยู่แล้ว แต่สู้กาแฟ brand ดังๆอื่นๆไม่ได้ และมักถูกกดราคาเมล็ดกาแฟจากพ่อค้าคนกลาง
ลีจึงศึกษา หาวิธี ทดลอง การให้ได้มาซึ่งเมล็ดกาแฟที่ดี ตั้งแต่ชนิดพันธ์ของกาแฟ การปลูก วิธีการเก็บเกี่ยว และกระบวนการให้ได้มาซึ่งเมล็ดกาแฟที่จะนำมาขาย ไปจนกระทั่งบรรจุภัณฑ์และการตลาดของสินค้า ซึ่งทุกกระบวนการก็ทดลองให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด

ปัจจุบันลีอายุ 29 ปี และเป็นเจ้าของกิจการธุรกิจเพื่อสังคม Akha Ama Coffee ซึ่งทำให้ชาวเขาอาข่ามีรายได้ที่ดีขึ้น เลี้ยงตัวเองได้จากการขายกาแฟ และยังช่วยให้ชาวอาข่ากลับมาทำงานในพื้นที่ตนมากขึ้น

ข้อสังเกตและความรู้สึกของผม

  1. ผมรู้สึกว่าคนที่จะลุกขึ้นมาแก้ปัญหาอะไรสักอย่างเขาไม่เพียงแต่แค่มองเห็น ปัญหาแต่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับปัญหานั้นเองเลยถึงจะมีแรงขับมีแรงกระตุ้น และ passion ที่จะแก้ปัญหานั้นๆได้อย่างไม่ยอมแพ้ แม้จะท้อ มีปัญหาที่ตามมามากมาย แต่ก็ทำต่อ
  2. เรื่องนี้มันทำให้ผมกระอักกระอ่วนอยู่พอสมควร บางทีผมรู้สึกว่าผมมีชีวิตที่ดีและง่ายเกินไป มีทางเลือกเยอะเกินไป ปัญหาน้อยเกินไปหรืออาจจะเป็นคนปล่อยว่างมากเกินไป จน passion ในการลุกขึ้นมาทำอะไรอย่างจริงจังและต่อเนื่องมีจำกัด (บางทีก็หวังว่าเราอยากเกิดมาในชีวิตที่ที่ยากลำบากบ้าง แทนที่จะเกิดมาในสภาพแวดล้อมที่มีพื้นฐานที่ดี) ซึ่งนั้นส่งผลถึงข้อ 3
  3. แรงขับเคลื่อนเกิดจากการเห็นคนที่มีโอกาสน้อยกว่าเรา แต่เขาไม่เฉพาะใช้ชีวิตอยู่ได้ แต่ยังสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือผลกระทบทางสังคมได้มากกว่าเราอีก ซึ่งในแคสผมคือผมเห็นลีแล้วอยากลุกขึ้นมาทำอะไรบ้างอย่าง แต่ในแคสลี ลีเห็นครอบครัวที่มีสมาชิกห้าคนแต่มีเสื้อผ้าแค่สี่ชุด การจะออกไปนอกบ้านได้บางทีก็ต้องรอคนในครอบครัวกลับบ้านมาก่อน หรือการที่เด็กคนหนึ่งจะกินน้ำดื่มต้องรอตะกอนจากแหล่งน้ำที่มีเป็ดมีหมูมี ไก่อยู่ตกลงไปข้างล่างก่อนซึ่งกินเวลา 20 นาที

 

จบมหากาพย์ดราม่าถอดบทเรียนกิจการเพื่อสังคม ก้าวต่อไปก็คือการสร้างดราม่ามหากาพย์กิจการเพื่อสังคมในมหาลัยด้วยมือเราเอง
#‎อาจจะดราม่ากว่าเดิม 16 เท่าครึ่งก็เป็นได้ ‘0’?

 

 

ผู้เขียน : อ.รพีภัทร มานะสุนทร, อาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ (หลักสูตรนานาชาติ)

Rajamangala International Business Administration Rattanakosin (RIBAR)