Which country has the most cattle in the world?

 

Which country has the most cattle in the world?

 


 

Answer : Brazil

 

new1

 

          Brazil is endowed with vast agricultural resources. There are two distinct agricultural areas. The first, composed of the southern one-half to two-thirds of the country, has a semi temperate climate, higher rainfall, more fertile soil, more advanced technology and input use, adequate infrastructure, and more experienced farmers. This region produces most of Brazil's grains and oilseeds and export crops. The other, located in the drought-ridden northeast region and in the Amazon basin, lacks well-distributed rainfall, good soil, adequate infrastructure, and sufficient development capital. Although mostly occupied by subsistence farmers, both regions are increasingly important as exporters of forest products, cocoa, and tropical fruits. Central Brazil contains substantial areas of grassland with only scattered trees. The Brazilian grasslands are far less fertile than those of North America, and are generally more suited for grazing.

          The history of agriculture in Brazil in the colonial period and beyond is intertwined with the history of slavery in Brazil. Since the abolition of slavery in 1888 by the Lei Áurea ("Golden Law"), the practice of forced labor has remained commonplace in agriculture.

          During the dictatorship period, agriculture was neglected and exploited as a means of resources for the industry sector and cheap food for the urban population. Until late 1980s, export and prices were controlled, with quotas on exports. This has changed since the early 1990s.

          Brazilian agriculture is well diversified, and the country is largely self-sufficient in food. Agriculture accounts for 8% of the country's GDP, and employs about one-quarter of the labor force in more than 6 million agricultural enterprises. Brazil is the world's largest producer of sugarcane and coffee, and a net exporter of cocoa, soybeans, orange juice, tobacco, forest products, and other tropical fruits and nuts. Livestock production is important in many parts of the country, with rapid growth in the poultry, pork, and milk industries reflecting changes in consumer tastes. On a value basis, production is 60% field crops and 40% livestock. Brazil is a net exporter of agricultural and food products, which account for about 35% of the country's exports.

          Half of Brazil is covered by forests, with the largest rain forest in the world located in the Amazon Basin. Recent migrations into the Amazon and large-scale burning of forest areas have placed the international spotlight on the country and damaged Brazil's image. The government has reduced incentives for such activity and is beginning to implement an ambitious environmental plan – and has just adopted an Environmental Crimes Law that requires serious penalties for infractions.

 

Source: Wikipedia, the free encyclopedia

 


 

พันธมิตรในการจัดจำหน่ายสินค้า

 


                ในยุคการตลาด 3.0 อำนาจเป็นของผู้บริโภค โดยทั่วไปจะต้องมีคนกลางระหว่างบริษัทกับผู้บริโภคเสมอ คู่ค้าในช่องทางจัดจำหน่ายไม่ได้ทำหน้าที่กระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดสัมผัสลูกค้า บางครั้งผู้บริโภคกลับมีความรู้สึกว่า คู่ค้าในช่องทางจัดจำหน่ายสำคัญกว่าผู้ผลิต ผู้บริโภคมักมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้จัดจำหน่ายมากกว่าผู้ผลิต รู้สึกว่าผู้จัดจำหน่ายให้คำปรึกษาและช่วยแก้ปัญหาให้ตนได้ ผู้ผลิตเพียงแต่ขายอุปกรณ์และสินค้าโภคภัณฑ์เท่านั้น ความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ในช่องทางจัดจำหน่าย แบ่งออกเป็น 4 ขั้น ขั้นแรก single channel stage คือ บริษัทมีช่องทางจำหน่ายเพียงอย่างเดียว สำหรับพื้นที่ที่ไม่ใหญ่โตมากนัก ซึ่งทีมงานขายของผู้จัดจำหน่ายเพียงรายเดียวสามารถรับผิดชอบได้ ขั้นสอง multi-channel stage คือ บริษัทขายสินค้าหลายรายและขายหลายช่องทาง โดยไม่มีการแยกประเภทสินค้า แบ่งกลุ่ม หรือหรือกำหนดพื้นที่ขายให้แต่ละราย การขายแบบนี้มักก่อให้เกิดเรื่องพิพาทระหว่างผู้จัดจำหน่ายกับช่องทางจำหน่ายอื่นๆ ขั้นที่สาม territory-based channel stage บริษัทจะแบ่งตลาดออกเป็นส่วนๆ ตามพื้นที่ ตามกลุ่มผู้บริโภคกำหนดขอบเขตและระเบียบให้คู่ค้าในช่องทางจัดจำหน่ายแต่ละรายปฏิบัติอย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งกัน ขั้นที่สี่ integrated multi-channel stage เป็นระบบที่มีการจัดแบ่งหน้าที่ให้ช่องทางจำหน่ายแต่ละช่องทาง การแบ่งงานกันทำให้ช่องทางจำหน่ายหลายๆแบบ สามารถร่วมมือกันในพื้นที่ segment ตลาดเดียวกันได้ โดยไม่แย่งกันเอง

 

เมื่อธุรกิจต้องเติบโต ความร่วมมือจึงเป็นเรื่องจำเป็น

Dell ปฏิวัติวงการธุรกิจคอมพิวเตอร์ด้วยโมเดลจัดจำหน่ายตรง ผู้บริโภคสามารถซื้อคอมพิวเตอร์ที่ผลิตตามสั่งและจัดส่งถึงที่ได้ Dell ติดต่อกับลูกค้าปลายทางโดยตรง ไม่ต้องผ่านคนกลาง กำไรทั้งหมดจึงเป็นของ Dell

 

com y

รูปที่1 ผู้บริโภคสามารถสั่งคอมพิวเตอร์โน้ตบุ้ค และ คอมพิวเตอร์สำนักงานได้โดยตรงผ่านเว็บไซด์ของเดล

 

โมเดลธุรกิจแบบผลิตและขายเองของ Dell ประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่ออัตราการเติบโตเริ่มชะงัก เป็นเพราะว่าตลาดสหรัฐอเมริกาเริ่มอิ่มตัวแล้ว

ผู้เชี่ยวชาญพยายามผลักดันให้ Dell ยอมรับผู้ค้าคนกลางเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในตลาดที่เติบโตเต็มที่ ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมายและมีทางเลือกที่น่าสนใจกว่า ผู้บริโภคไม่นิยมซื้อสินค้าผ่านสื่อออนไลน์ พวกเขาชอบการบริการอย่างใกล้ชิดจากพนักงานขายมากกว่าบริการไฮเทคผ่านทางอินเตอร์เน็ต ในปี2002 Dell ได้ทำการจัดจำหน่ายผ่านคนกลางมาเสริมโมเดลการจำหน่ายตรงของตน โดยเริ่มต้นขายผ่าน solution providers ที่ให้บริการแก่ลูกค้าแบบองค์กร Dell เริ่มต้นติดต่อสร้างความสัมพันธ์กับผู้ค้าคนกลาง ทำให้ยอดขายของ Dell ผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่เพิ่มขึ้น

 

คู่ค้าในช่องทางจัดจำหน่ายในยุคตลาด 3.0

                คู่ค้าในช่องทางจัดจำหน่ายเป็นหน่วยธุรกิจต่างๆที่ซับซ้อน มีทั้งบริษัท ผู้บริโภค และพนักงานรวมอยู่ด้วย บริษัทก็มีพันธกิจ วิสัยทัศน์ ค่านิยม และโมเดลธุรกิจ ขณะที่ผู้บริโภคมีความต้องการ ความอยากได้ที่ต้องได้รับการตอบสนอง คู่ค้าในช่องทางจัดจำหน่ายทำหน้าที่ขายสินค้าให้ผู้บริโภคซึ่งเป็นคนใช้สินค้า เป็นจุดติดต่อสื่อสารกับผู้บริโภค คู่ค้าในช่องทางจัดจำหน่ายมีบทบาทสำคัญต่อการตลาด3.0 เนื่องจากเป็นทั้งผู้ให้ความร่วมมือ ผู้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม และพันธมิตรเชิงสร้างสรรค์

                ในยุคการตลาด 3.0 อำนาจเป็นของผู้บริโภค โดยทั่วไปจะต้องมีคนกลางระหว่างบริษัทกับผู้บริโภคเสมอ คู่ค้าในช่องทางจัดจำหน่ายไม่ได้ทำหน้าที่กระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดสัมผัสลูกค้า บางครั้งผู้บริโภคกลับมีความรู้สึกว่า คู่ค้าในช่องทางจัดจำหน่ายสำคัญกว่าผู้ผลิต ผู้บริโภคมักมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้จัดจำหน่ายมากกว่าผู้ผลิต รู้สึกว่าผู้จัดจำหน่ายให้คำปรึกษาและช่วยแก้ปัญหาให้ตนได้ ผู้ผลิตเพียงแต่ขายอุปกรณ์และสินค้าโภคภัณฑ์เท่านั้น ความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ในช่องทางจัดจำหน่าย แบ่งออกเป็น 4 ขั้น ขั้นแรก single channel stage คือ บริษัทมีช่องทางจำหน่ายเพียงอย่างเดียว สำหรับพื้นที่ที่ไม่ใหญ่โตมากนัก ซึ่งทีมงานขายของผู้จัดจำหน่ายเพียงรายเดียวสามารถรับผิดชอบได้ ขั้นสอง multi-channel stage คือ บริษัทขายสินค้าหลายรายและขายหลายช่องทาง โดยไม่มีการแยกประเภทสินค้า แบ่งกลุ่ม หรือหรือกำหนดพื้นที่ขายให้แต่ละราย การขายแบบนี้มักก่อให้เกิดเรื่องพิพาทระหว่างผู้จัดจำหน่ายกับช่องทางจำหน่ายอื่นๆ ขั้นที่สาม territory-based channel stage บริษัทจะแบ่งตลาดออกเป็นส่วนๆ ตามพื้นที่ ตามกลุ่มผู้บริโภคกำหนดขอบเขตและระเบียบให้คู่ค้าในช่องทางจัดจำหน่ายแต่ละรายปฏิบัติอย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งกัน ขั้นที่สี่ integrated multi-channel stage เป็นระบบที่มีการจัดแบ่งหน้าที่ให้ช่องทางจำหน่ายแต่ละช่องทาง การแบ่งงานกันทำให้ช่องทางจำหน่ายหลายๆแบบ สามารถร่วมมือกันในพื้นที่ segment ตลาดเดียวกันได้ โดยไม่แย่งกันเอง
 

จากหนังสือ Market 3.0 ของ Phiilip Kotler

เรียบเรียง โดย ดร.มหชัย สัตยธำรงเธียร, อาจารย์ประจำสาขาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ (หลักสูตรนานาชาติ)

Rajamangala International Business Administration Rattanakosin (RIBAR)


 

เด็กหลังห้องในอาเซียน


เมื่อคืนผมได้มีโอกาสนอนดูข่าวทางทีวีช่องหนึ่งนำเสนอสกู๊ปพิเศษเกี่ยวกับความคืบหน้าของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Community) โดยในสกู๊ปมีการนำเสนอเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการรวมกลุ่มกันระหว่าง 10 ประเทศในอีก 2 ปีข้างหน้า รวมถึงความกระตือรือร้นของประเทศสมาชิกต่อการรวมตัวครั้งนี้  และความตื่นตัวของนักลงทุนต่างชาติที่เตรียมตัวที่จะกระโดดเข้ามาลงทุนในอาเซียน

aseanlogoหลังจากนั่งดูไปสักระยะ ภายในสกู๊ปเสนอเกี่ยวกับความแตกต่างและความเลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมของในแต่ละประเทศ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบประเทศสิงคโปร์ กับ พม่าแล้วนั้น ความแตกต่างยิ่งจะเห็นได้ชัดเจนขึ้นเลยทีเดียว และแล้วผมก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า 10 ประเทศอาเซียนจะรวมตัวกันได้จริงๆ หรือจะเป็นแค่เพียงในรูปของนโยบาย? ส่วนทำถามที่เหลือก็พรั่งพรูตามกันออกมา ทั้งในเรื่องของการเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนที่เตรียมตัวกันอยู่ทุกวี่วัน ว่าตกลงแล้วจะมีคนชาติอื่นๆเข้ามาแย่งงานเราจริงไหม เรายังคงต้องกระเสือกกระสนหาช่องทางเอาตัวรอดเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดในอาเซียนต่อไปไหม แล้วระบบเศรษฐกิจจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ไหม ภาษีขาเข้า-ขาออกจะเป็นอย่างไร แต่มีคำถามหนึ่งติดอยู่ในหัวผมตลอดว่า พม่า ประเทศที่หลายๆคนเชื่อว่าล้าหลังที่สุดในอาเซียน เขามีการเตรียมตัว และมีการบริหารจัดการประเทศอย่างไร แล้วถ้าเด็กโข่งอย่างพม่าต้องรวมกลุ่มกับเด็กเก่งอื่นๆอย่าง สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ไทย และอีก 5 ประเทศที่เหลือแล้วนั้น พม่าจะทำตัวอย่างไร จะยอมนั่งหลังห้องเป็นที่โหล่ หรือจะผลักดันตัวเองแซงเพื่อนคนอื่นๆกันแน่ ซึ่งสุดท้ายเมื่อคำถามคาใจจนทำให้นอนไม่หลับ ก็เลยต้องลุกมา google ดูซะหน่อยว่าเด็กชายพม่ามีแผนจะจัดการตัวเองอย่างไร

แต่สิ่งที่ผมได้จาก google นั้นทำให้ผมไม่แน่ใจแล้วว่าเด็กชายพม่าจะเป็นเด็กโข่งอยู่หลังห้องแล้วจริงๆ ถึงแม้พม่าและสิงคโปร์จะยังคงมีความแตกต่างกันมาก และหลายคนมองว่าพม่าล้าหลังไทยอยู่หลายช่วงตัว แต่ตอนนี้ทุกอย่างอาจจะไม่แน่เสมอไปก็ได้ เพราะตั้งแต่การเลือกตั้งปลายปีmap พ.ศ. 2553 พม่าก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง และก็สามารถสร้างแรงกระตุ้นให้กับนักลงทุนได้ไม่น้อย แต่ปัญหาอย่างหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนยังหวั่นๆอยู่ก็คือปัญหาด้านการเมืองและความมั่นคง รวมไปถึงด้านการบริหารจัดการของรัฐบาลใหม่ ดังเช่นที่ รศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์, ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวไว้ในหนังสือ เศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนในพม่าว่า ‘การพัฒนาเศรษฐกิจของพม่า แม้จะมีทิศทางและแนวโน้มที่ดีขึ้นในอนาคต ตลอดจนมีแนวนโยบายในการส่งเสริมการลงทุนและการค้าที่แน่นอน  หากแต่ปัญหาด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน และโครงสร้างการบริหารจัดการและการดำเนินงานของระบบราชการ รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับสัมพันธภาพกับเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ดูจะเป็นอุปสรรคและปัญหาสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ’ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าพม่าจัดการขจัดความกังวลของนักลงทุนในส่วนนี้ออกไปได้ เราก็จะได้เห็นการก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจของพม่าได้เช่นเดียวกัน

ในด้านการจัดการ พม่ามีการวางนโยบายและกลยุทธ์ไว้ในหลายๆด้าน เช่น การวางนโยบายด้านเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมผลผลิต และสนับสนุนสินค้าส่งออกภาคเกษตร เพราะแรงงานในประเทศกว่าร้อยละ 60 อยู่ในภาคเกษตรกรรม โดยรัฐบาลมีบทบาทในการเข้าไปมีส่วนช่วยดูแลสนับสนุนเกษตกรอย่างใกล้ชิด ส่วนนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรม รัฐบาลพม่าวางนโยบายแผนบริหารจัดการ 30 ปี ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญที่จะขยับขยายภาคอุตสาหกรรมเข้าไปแทนที่ภาคเกษตร โดยการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมขึ้นทั่วประเทศ และสนับสนุนการลงทุนร่วมกับต่างชาติเพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมใหญ่ที่จะนำพาเงินทุนและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้าสู่ประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลพม่ายังมีนโยบายเพื่อส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวและบริการโดยมีแผนจะขยายและปรับปรุงเขตพื้นที่ท่องเที่ยวให้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลยังไม่สามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวได้ในหลายๆเขตอันสืบเนื่องมาจากเรื่องของความมั่นคงนั่นเอง

สุดท้ายแล้วผมก็ได้รู้ว่าเด็กชายพม่าไม่ได้ยอมนั่งหลับหลังห้องเหมือนนักศึกษาไทยหลายๆคน แต่เขากำลังเตรียมตัว และรอโอกาสที่จะขยับขึ้นเป็นเด็กหน้าห้องแทนที่เพื่อนๆหลายคน ซึ่งพอมาถึงตอนนี้แล้วคำถามต่างๆเกี่ยวกับประเทศพม่าก็หายไป แต่เกิดความกังวลกับอีกประเทศแทนที่ว่า “เรา” เตรียมพร้อมพอแล้วหรือยัง?

 

ผู้เขียน: อ.ปวริศร์  มาเกิด, อาจารย์ประจำสาขาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ (หลักสูตรนานาชาติ)

Rajamangala International Business Administration Rattanakosin (RIBAR)